ผลทดสอบประสิทธิภาพและการใช้พลังงานของ “AMD Radeon RX Vega 64 Liquid Cooled” บน Power Saving Mode

บทความนี้ผมได้สรุปความมาจากงานเขียนของคุณ Keith May จากเว็บไซต์ Wccftech ซึ่งได้ทำการทดสอบการ์ดจอ AMD Radeon RX Vega 64 Liquid Cooled รุ่นที่มีการติดระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวมาให้จากทางผู้ผลิตครับ

สำหรับการทดสอบนี้ จัดทำขึ้นเพื่อตรวจดูเรื่องของการใช้พลังงาน, การจัดการเรื่องความร้อน และประสิทธิภาพที่ได้ โดยจะมีการทดสอบใน Balance Mode และ Power Saving Mode ซึ่งทำการปรับตั้งค่าจากโปรแกรม Wattman ครับ

สำหรับสเปคเครื่องที่ใช้ในการทดสอบ มีรายละเอียดดังนี้ครับ

CPU: Ryzen 7 1700 3.9GHz
Memory: 16GB G.Skill Flare X DDR4 3200
Motherboard: MSI X370 XPower Gaming Titanium
Storage: Adata SU800 128GB + 2TB Seagate SSHD
PSU: Cooler Master V1200 Platinum

สำหรับการทดสอบจะวัดค่าเฟรมเรตเฉลี่ยที่ได้ในโหมด Power Saving (PS) และ Balance พร้อมกับนำค่าเฟรมเรตที่ทำได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยจำนวน 1% และ 0.1% มาใช้ในการเปรียบเทียบด้วยครับ (ตรงนี้เดี๋ยวผมอธิบายอีกทีเมื่อจบการทดสอบนะ) โดยใช้ความละเอียดภาพที่ 1440p และ 4K

ส่วนการ์ดจอที่จะนำมาเปรียบเทียบด้วยคือ Nvidia GTX 1080 FE ซึ่งเป็นการ์ดแบบ Reference เพื่อนๆ สามารถดูรายละเอียดของการ์ดจอที่นำมาทดสอบในวันนี้ จากตารางข้างล่างนี้เลยครับ

GPU Architecture Core Count Clock Speed Memory Capacity Memory Speed
NVIDIA GTX 1080 FE Pascal 2560 1607/1733 8GB GDDR5X 10Gbps
RX Vega 64 Liquid Cooled Vega 10 4096 1406/1677 8GB HBM2 945Mbps

ผลการทดสอบ

Ashes of the Singularity: Escalation
ใช้ benchmark ที่มีอยู่ในเกม ตั้งค่าไว้ที่ High มี API เป็น DX12 พบว่าทั้ง 2 โหมดให้ค่าใกล้เคียงกันที่ความละเอียด 1440p แต่เริ่มมีการทิ้งห่างกันในความละเอียดระดับ 4K

Battlefield 1
จะเป็นการทดสอบเกมบน DX11 ปรับตั้งค่าเกมที่ระดับ Ultra แน่นอนว่าค่าที่ได้จากทั้ง 2 โหมด ไม่ได้แตกต่างกันมากครับ (Balance นำอยู่เล็กน้อย)

Dirt 4
ทดสอบเป็นเวลา 60 วินาที มีการตั้งค่าเกมไว้ที่ระดับ Ultra พร้อมเปิด 2XMSAA มุมมองอยู่ภายในรถ พบว่าค่าที่ได้ไม่ได้แตกต่างกันมากทั้ง 2 โหมดครับ (Balance นำอยู่เล็กน้อย)

DOOM
เกมนี้จะมี API เป็น Vulkan ซึ่งมีการปรับตั้งค่าเกมไว้ที่ระดับ Ultra โดยไม่เปิด Anti-Aliasing พบว่าโหมด Balance ให้คะแนนดีกว่าพอสมควร โดยเฉพาะเมื่อทดสอบที่ความละเอียดภาพระดับ 4K

Deus Ex: Mankind Divided
เกมนี้มี API เป็น DX11 ในการทดสอบจะใช้ benchmark ในเกมที่เตรียมไว้ให้ โดยปรับตั้งค่าไว้ที่ High และไม่เปิด Anti-Aliasing พบว่าที่ความละเอียดภาพ 1440p จะให้เฟรมเรตใกล้เคียงกัน แต่ในระดับ 4K นั้น เริ่มเห็นความแตกต่างมากขึ้น โดยเฉพาะค่าที่ได้จาก 0.1% Low

For Honor
เกมนี้มี API เป็น DX11 ผลที่ได้คือค่าเฟรมเตรในความละเอียดภาพทั้ง 2 ระดับ ไม่แตกต่างกันมากทั้ง 2 โหมด

Gears of War 4
เกมนี้เป็นเกมที่มี API เป็น DX12 ตั้งค่าไว้ที่ Ultra พบว่าในความละเอียดระดับ 1440p ค่าที่ได้จากทั้ง 2 โหมด ไม่แตกต่างกันมากนัก แต่เมื่อความละเอียดระดับ 4K จะเห็นว่าโหมด Balance ได้ค่าเฟรมเรตสูงกว่าพอสมควรครับ

GTA V
อีกหนึ่งเกมที่หลายๆ คนอยากทราบผลนะครับ เกมนี้มี API เป็น DX11 การตั้งค่าของ GTA V จะอยู่ที่ Very High และเปิด FXAA ผลที่ได้คือ ค่าไม่แตกต่างกันเท่าไร (แอบเห็นโหมด PS นำไป 1 เฟรมเรตในระดับ 4K)

HITMAN
เกมนี้ปรับเต็ม เปิด SMAA อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเกมจะใช้ DX12 แต่ประสิทธิภาพมันไม่ขึ้นกับความเร็วสัญญาณนาฬิกาของการ์ดจอสักเท่าไร ผลก็คือค่ามันไม่ต่างกัน แถมในระดับ 4K ค่าที่ได้ต่ำกว่าที่คาดไว้เล็กน้อย

Prey
ทุกอย่างปรับสุด พร้อมเปิด FXAA ค่าที่ได้ไม่ต่างกันมากนะครับ แต่ที่ความละเอียดระดับ 4K ในโหมด PS จะมีเฟรมเรตเฉลี่ยต่ำลงเล็กน้อย

Resident Evil 7
ตัวเกมมี API เป็น DX11 มีการปรับตั้งค่าเกมไว้ที่ Very High พร้อมเปิด SSAO และ FXAA แต่ดูจาก API แล้ว คงเดาได้ไม่ยากว่าค่ามันไม่ต่างกันเท่าไรครับ

Rise of the Tomb Raider
เกมนี้มี API เป็น DX12 ตั้งค่าไว้ที่ High แต่ปิด Anti-Aliasing โดยจะทดสอบในส่วนของ GeoThermal Valley ซึ่งโหมด Balance ทำคะแนนได้ดีกว่าในความละเอียดทั้ง 2 ระดับ แต่ PS ก็ถือว่าทำคะแนนได้ดีกว่าที่คิดไว้นะครับ

The Witcher 3
มีการตั้งค่าเกมไว้ที่ High แต่ปิด Hairworks ผลที่ได้คือ ค่าไม่แตกต่างกันเท่าไร และแน่นอน เกมนี้มี API เป็น DX11 ครับ

Total War: Warhammer
เกมนี้ใช้ benchmark จากในเกม ตั้งค่าไว้ที่ Ultra พบว่าค่าที่ได้ไม่แตกต่างกันในความละเอียดระดับ 1440p แต่จะแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด เมื่อทดสอบบนความละเอียดระดับ 4K

Ghost Recon: Wildlands
เกมมีการตั้งค่าไว้ที่ระดับ High แต่จงรู้ไว้ว่า เกมนี้ใช้ API เป็น DX11 ดังนั้น ค่าที่ได้จึงไม่แตกต่างกัน แถมเฟรมเรตร่วงไปเยอะ เมื่อทดสอบที่ความละเอียดระดับ 4K

สำหรับค่า 1% และ 0.1% ที่ผมบอกไว้นะครับ จากการไปหาข้อมูลมามันคือค่าเฉลี่ยของเฟรมเรตที่น้อยที่สุด จำนวน 1% จากค่าที่วัดได้ทั้งหมด เช่น ถ้าเราทำการทำสอบเกมจำนวน 1,000 เฟรม เราจะเอา 10 เฟรมที่มีค่าน้อยที่สุด มาหาค่าเฉลี่ยกัน ในทำนองเดียวกัน 0.1% เมื่อทดสอบ 1,000 เฟรม จะเป็นการเอาค่าน้อยที่สุด 1 เฟรมมาใช้ครับ

ค่าเหล่านี้บอกอะไร? ถ้าค่า 1% และ 0.1% มันต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมากๆ แสดงว่าในเกมจะมีบางช่วงที่เฟรมเรตลดฮวบอย่างน่าตกใจ และเกิดอาการกระตุก ซึ่งคงไม่มีใครชอบแน่ๆ (ข้อมูลเหล่านั้นคือผมค้นหาเพิ่มเติมมาตอบนะ ถ้าผิดตรงไหนก็คอมเม้นต์บอกได้เลยนะครับ ^^)

ทีนี้เรามาดูเรื่องของความร้อนและการใช้พลังงานกันบ้างนะครับ กราฟแรกนี้จะเป็นส่วนของความร้อน ซึ่งคุณ Keith May ได้ทดสอบภายในห้องที่มีอุณหภูมิ 22 องศาเซลเซียส โดยเล่นเกม Dirt 4 เป็นเวลา 30 นาที

ผลที่ได้จะเห็นว่า Power Saving Mode มันมีอุณหภูมิลดลงจาก Balance Mode เพียง 1 องศาเซลเซียสเท่านั้น! แต่เดี๋ยวก่อน คุณ Keith May บอกว่าตอนแรกก็ตกใจนะ แต่พอไปเช็คดูแล้ว ที่ Power Saving Mode เนี่ย พัดลมการ์ดจอมันจะวิ่งไม่เกิน 1,000 รอบต่อนาที ซึ่งเสียงรบกวนมันจะเบาลง เมื่อเทียบกับ Balance Mode ที่พัดลมวิ่งสูงสุดที่ 1,600 รอบต่อนาที

และมาถึงส่วนสำคัญคือการใช้พลังงาน จากกราฟทางด้านล่างจะเห็นได้เลยว่า แม้ Power Saving Mode จะไม่ได้ลดการใช้พลังงานจนใกล้เคียงกับ GTX 1080 แต่มันก็ยังใช้น้อยกว่า Balance Mode ถึง 100 W โดยที่ประสิทธิภาพก็ไม่ได้ทิ้งห่างกันมาก

เอาล่ะครับก็จบกันไปสำหรับบทความการทดสอบการใช้พลังงาน และประสิทธิภาพในการเล่นเกม ของการ์ดจอสุดเฟี้ยวอย่าง AMD Radeon RX Vega 64 Liquid Cooled สำหรับใครที่กำลังรอประวัติของการ์ดจอค่ายแดง และค่ายเขียวนะครับ กำลังจะมีมาในเร็วๆ นี้ อย่าลืมติดตามกันที่ Extreme PC นะครับ สวัสดีครับ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://wccftech.com/amd-radeon-rx-vega-64-power-profiles-exploration/

Related articles

รีวิว vivo V30 5G ยกระดับวงการถ่ายพอร์ตเทรตระดับเทพทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง กับค่าตัวเบาๆเพียง 14,999 บาท

เปิดตัวพร้อมวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับ vivo V30 5G โดยรุ่นนี้ชูจุดเด่นเรื่องการถ่ายพอร์ตเทรตทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังภายใต้แนวคิด “Portrait So Pro” หรือ...

PR: KEF เปิดตัว SUBWOOFERS รุ่นใหม่ KC92 และ KUBE MIE

  Bring home the visceral experience of modern immersive sound. นำเสียงที่ผ่านการเจียระไน...

OPPO เตรียมเปิดตัว OPPO Watch X สมาร์ทวอทช์แอนดรอยด์ระดับแฟลกชิปที่ดีที่สุดจาก OPPO พร้อมยกระดับทุกช่วงเวลาของชีวิต มอบการใช้งานระดับโปร!

27 กุมภาพันธ์ 2567, กรุงเทพฯ – OPPO เตรียมบุกตลาดสมาร์ทวอทช์ เปิดตัว OPPO Watch X สมาร์ทวอทช์แอนดรอยด์ระดับแฟลกชิปที่ดีที่สุดจาก OPPO ใหม่ล่าสุด พร้อมยกระดับทุกช่วงเวลาของชีวิต ถูกใจสายสปอร์ตด้วยการมาพร้อมกับ Professional Sports Modes โหมดกีฬาเฉพาะทางเพื่อการออกกำลังกายอย่างมืออาชีพ...

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า