Extreme History – ความลับของเกม Super Mario Bros. 2 ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

0

เรื่องนี้ผมก็เพิ่งรู้มาไม่นานนี้เอง สำหรับเกมฮิตอย่าง Super Mario Bros. 2 ที่เราคุ้นเคย จริง ๆ แล้วภาคออริจินัลไม่ได้เป็นอย่างที่เราเคยเล่นกันนะครับ จะเป็นอย่างไรนั้น ไปดูกันเลย

ย้อนกลับไปในยุครุ่งเรืองของเกม 8-bit เครื่องคอนโซลของค่าย Nintendo กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก และเกมยอดฮิตที่สุดของค่ายนี้จะเป็นเกมไหนไปไม่ได้ นอกจากเกม Super Mario Bros. ที่ทำยอดขายถล่มทลายในภาคแรก ทำให้ผู้พัฒนาวางแผนทำภาค 2 ในเวลาต่อมาครับ

Super Mario Bros. 2

ในเกมภาค 2 ที่พัฒนาขึ้น “ครั้งแรก” มีพัฒนาการจากภาคแรกโดยทำให้แต่ละด่านมีความยากเพิ่มขึ้น ต้องใช้ทักษะในการกระโดด, วิ่ง, ยิงลูกไฟ และอื่น ๆ อีกมากมาย รวมถึงเพิ่มตัวละครใหม่คือ ลุยจิ (Luigi) น้องชายของมาริโอ้เข้าไปด้วย โดยลุยจิจะกระโดดได้สูงกว่า แต่การยึดเกาะกับพื้นจะน้อยกว่ามาริโอ้ครับ

Disk system

นอกจากนี้ เครื่องเล่นเกม Nintendo Famicom ของญี่ปุ่น ยังปรับไปใช้ระบบดิสเก็ตต์แทนตลับแบบเดิม ซึ่งสามารถจุเกมได้มากขึ้น อีกทั้งยังเซฟเกมสำหรับเกมที่รองรับได้ด้วย ทำให้ Super Mario Bros. 2 ขึ้นแท่นเป็นอันดับ 1 ในญี่ปุ่นเหมือนภาคแรกไม่มีผิด ถึงแม้จะมีเสียงบ่นว่าตัวเกมยากไป เหมือนรอมแฮกของเกมภาคแรกเสียมากกว่า

เห็ดพิษในตำนาน

อย่างไรก็ตามกราฟิกของเกม Super Mario Bros. 2 ยังเหมือนกับเกมในภาคแรก เพียงแค่ปรับความยากของแต่ละด่านและเพิ่มตัวละครเท่านั้น ประเด็นอยู่ที่ว่านอกจากตลาดในญี่ปุ่นแล้ว ตลาดอเมริกาเหนือยังเป็นเป้าหมายสำคัญของ Nintendo เหมือนกัน ซึ่งในแถบอเมริกาเหนือจะมีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบและทดลองเล่นเกมของ Nintendo ฝั่งญี่ปุ่นก่อน ถ้าผ่านการตรวจสอบแล้ว ก็จะอนุญาตให้ทำภาคภาษาอังกฤษส่งมาขายแถบอเมริกาเหนือได้

ปัญหาจึงอยู่ตรงนี้ เจ้าหน้าที่ที่ตรวจสอบและทดลองเล่นเกม หลังจากได้รับเกม Super Mario Bros. 2 เวอร์ชันญี่ปุ่นมาเล่นแล้ว ปรากฏว่าเขาตายตั้งแต่ด่านแรก ๆ ประมาณว่าเขาให้มาริโอ้กระโดดไปกินเห็ดพิษ เพราะเขาคิดว่ามันคือเห็ดขยายร่าง

เห็ดพิษในตำนาน

เจ้าหน้าที่คนนี้ก็ได้แจ้งไปทาง Nintendo ว่า เกมเวอร์ชันนี้มันยากเกินไป แถมกราฟิกยังคล้าย ๆ ของเดิม ในขณะที่ตลาดเกมทางฝั่งอเมริกาเหนือ ณ ตอนนี้ต้องการกราฟิกที่สวยงามมากขึ้น หรืออย่างน้อยขอแค่ให้มีความแตกต่างไปจากภาคเดิม อีกเรื่องหนึ่งคือขอเป็นเกมแบบตลับเหมือนเดิม เพราะอเมริกาเหนือยังไม่นิยมใช้ระบบดิสเก็ตต์ ซึ่งข้อเสนอนี้ทำให้ Nintendo ต้องสร้างเกม Super Mario Bros. 2 เวอร์ชันใหม่สำหรับโซนอเมริกาเหนือ แต่มันจะทำได้หรือ?

ทำไม่ได้แน่นอนครับ เพราะตอนนี้ทีมพัฒนาที่มีอยู่ก็มีงานล้นมือกันไปหมด (เพราะคิดว่าทำภาค 2 ไว้ดีแล้ว) แถมเกิดแรงกดดันจากค่ายเกมคู่แข่งอย่าง SEGA ที่เตรียมออกเกมชูโรงตัวใหม่ เพราะฉะนั้น Nintendo ต้องหาวิธีที่จะทำเกม Super Mario Bros. 2 ให้แตกต่างไปจากภาคแรก แต่แล้วเสร็จในเวลาอันนั้น

ปกของเกม Super Mario Bros. 2 เวอร์ชันอเมริกาเหนือ

หน้าที่นั้นจึงตกไปอยู่กับคุณตานาเบ้ (Tanabe) ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นไดเรกเตอร์ในการพัฒนาเกมนี้ เขาคิดหาแนวทางอยู่นานจนกระทั่งไปเจอเข้ากับเกม Yume Kōjō: Doki Doki Panic เกมโฆษณาของ Fuji Television ครับ

ปกของเกม Yume Kōjō: Doki Doki Panic

ตรงนี้ผมขอสรุปสั้น ๆ ว่า คือ Fuji Television ได้ร่วมมือกับ Nintendo เพื่อสร้างกิมมิคสำหรับแบรนด์ของตน โดยการสร้างตัวละครขึ้นมาทั้งหมด 4 ตัวละคร ได้แก่ Imajin, Lina, Mama และ Papa ซึ่งทุกตัวละครจะอยู่ในธีมชาวอาหรับ แถม Nintendo ยังทำเกมสำหรับตัวละครเหล่านี้โดยเฉพาะ ชื่อว่าเกม Yume Kōjō: Doki Doki Panic เป็นการโฆษณาแบรนด์ไปในตัวด้วย

ในเกม Yume Kōjō: Doki Doki Panic ผู้เล่นจะสามารถเลือกเล่นเป็นตัวละครใดก็ได้ใน 4 ตัวนี้ แต่ละตัวจะมีคุณสมบัติแตกต่างกันไป และลักษณะเกมเพลย์จะเป็นการผจญภัยในแต่ละด่าน วิธีการต่อสู้เหล่าศัตรูคือการขุดผักหรือก้อนหินจากพื้น แล้วทุ่มใส่ปิศาจ หรือจับปิศาจทุ่มใส่ปิศาจอีกตัว นอกจากนี้ ถ้าเราให้ตัวละครนั่งอยู่บนหลังของปิศาจ ตัวละครจะสามารถขี่หลังปิศาจไปตามทางได้อีกด้วย

นั่นทำให้เกม Yume Kōjō: Doki Doki Panic กลายเป็นเป้าหมายของตานาเบ้ เขาเจรจากับทาง Fuji Television เพื่อขอปรับตัวละครธีมอาหรับ ให้กลายเป็นตัวละครจากเกมมาริโอ้ ดังนี้

Imajin – มาริโอ้: คุณสมบัติสมดุลทั้งความเร็ว การกระโดด และพลังชีวิต

Lina – เจ้าหญิง: เคลื่อนที่ได้ช้าที่สุด และพลังชีวิตน้อยที่สุด แต่สามารถเหาะบนอากาศได้ชั่วเวลาหนึ่งฃ

Mama – ลุยจิ: ความเร็วและพลังชีวิตเท่ากับมาริโอ้ แต่กระโดดได้สูงที่สุด

Papa – ทอดด์หัวเห็ด: วิ่งเร็วที่สุดและพลังชีวิตเยอะที่สุด แต่กระโดดไม่สูง

ส่วนรูปแบบของเกมเพลย์ก็จะคล้าย ๆ กับเกม Yume Kōjō: Doki Doki Panic เลยครับ ไม่ว่าจะเป็นการขุดผลัก/หยิบก้อนหิน/คว้าปิศาจออกมาปา ตะลุยเป็นด่าน ๆ แต่เนื้อเรื่องอาจจะแตกต่างออกไปเพื่อให้เข้ากับเนื้อเรื่องของมาริโอ้

สิ่งที่แตกต่างไปอย่างชัดเจนคือระบบเซฟเกม เนื่องจากเดิมเกม Yume Kōjō: Doki Doki Panic จะเล่นบนระบบแผ่นดิสเก็ตต์ ซึ่งสามารถเซฟเกมได้ แต่พอเปลี่ยนมาเป็นตลับเกม มันไม่สามารถเซฟได้ ในตอนแรกทาง Nintendo วางแผนไว้ว่าจะใส่แบตเตอรี่เข้าไปในตลับเพื่อให้สามารถเซฟเกมได้ แต่ก็ล้มเลิกไปในที่สุด

เพราะฉะนั้นเกม Super Mario Bros. 2 ของโซนอเมริกาเหนือ รวมถึงตลับที่เข้ามาขายในบ้านเรา จะมีเกมเพลย์ที่แตกต่างไปจากเดิม และไม่มีระบบเซฟเกมด้วย ผู้เล่นที่ไม่ได้อยู่ในโซนญี่ปุ่นจะไม่รู้เลยว่าจริง ๆ แล้วตัวเกมภาค 2 แบบออริจินัลนั้นเป็นอย่างไร ดังนั้นจึงไม่แปลกที่หลายคนจะไม่ทราบว่านี่คือภาคต่อของเกมมาริโอ้ภาคแรก เพราะในภาค 3 เองก็กลับมาทำเกมเพลย์ให้เหมือนภาคแรกอีกครั้งหนึ่งครับ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก https://www.wired.com/2011/04/super-mario-bros-2/